• ประวัติโรงเรียน
 • ๒ พ่อผู้ยิ่งใหญ่
 • ชีวประวัติคุณพ่อเรย์
 • ชีวประวัติคุณพ่อแดง
 • ชีวประวัติคุณพ่อแพตติน
 • วันแห่งความภาคภูมิใจ
 • เกียรติประวัติด้านวิชาการ
 • เกียรติประวัติด้านกีฬา

 เกียรติประวัติทางด้านกีฬา

     การแข่งขันกีฬาคนพิการในประเทศไทยเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ จากความร่วมมือระหว่างสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย และกรมพลศึกษา ในขณะนั้นจัดเป็นกิจกรรมนันทนาการในโอกาสการจัดงานวันที่ระลึกคนพิการ และก่อนที่จะมีการแข่งขันกีฬาคนพิการ จะมีการสอนและเล่นในโรงเรียน และหน่วยงานที่มีคนพิการอยู่เท่านั้น กิจกรรมกีฬาคนพิการไม่เป็นที่แพร่หลายและไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง มีหลายทัศนะที่เห็นว่า กีฬาไม่ใช่เครื่องมือสำคัญสำหรับการพัฒนาศักยภาพคนพิการ และเห็นว่ากีฬาคนพิการเป็นเรื่องเหลวไหลไกลตัว มีบางคนพูดว่า “หากคนพิการยังท้องไม่อิ่มคงจะไม่มีกำลังที่จะมาออกกำลังกายหรือแข่งขันกีฬากัน” บางคนเห็นว่าการจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการเป็นการเอาคนพิการมาทรมาน มากกว่าจะเป็นการส่งเสริมกิจกรรมอันเป็นพื้นฐานสำคัญของการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ – ๘ ไม่ปรากฏข้อความใดๆเกี่ยวกับการส่งเสริมกีฬาคนพิการ มีเพียงแผนแม่บทหรือแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ – ๒๕๔๔ ที่ระบุเกี่ยวกับกีฬาคนพิการไว้เพียงข้อความเดียวว่า “ส่งเสริมการกีฬาและนันทนาการแก่คนพิการ เพื่อเสริมสร้างให้คนพิการมีสุขภาพกายและใจที่ดี”

     
               กีฬากับผู้คนในรั้วอาชีวพระมหาไถ่ นับว่าเป็นของคู่กันจนแทบจะแยกจากกันไม่ออก ถึงแม้ว่าเป้าหมายหลักของโรงเรียนคือการเรียนด้านวิชาชีพ และจบออกไปเป็นผู้ชำนาญทางวิชาชีพด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ก็ตาม ขณะเดียวกัน การเล่นกีฬาก็สามารถปฎิบัติควบคู่ไปกับการเรียนได้โดยไม่กระทบต่อคุณภาพวิชาชีพแต่อย่างใด โดยเรายึดแนวคิดพื้นฐานที่ว่า “กีฬาสามารถสร้างคนให้เป็นผู้มีระเบียบวินัย มีบุคลิกภาพที่ดีและความมีน้ำใจ”โรงเรียนเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้เลือกเล่นตามความถนัดและสนใจอย่างหลากหลายชนิดกีฬา ทั้งกีฬาสากลและกีฬาแบบไทยๆ จนทำให้โรงเรียนมีชื่อเสียงทางด้านกีฬาทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
สร้างการรับรู้บันไดสู่ความเสมอภาคในสังคม
     การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยจะมีขึ้นเพียงปีละครั้งเดียวเท่านั้น จึงทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ และกีฬาคนพิการก็จำกัดอยู่ในหน่วยงานที่มีคนพิการบางหน่วยงานเท่านั้น สาธารณะชนหรือคนพิการในชุมชนไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้เลย
     การแข่งขัน “วิ่งรับปีใหม่” ของอาคเนย์ประกันภัยในต้นเดือนมกราคม ๒๕๓๐ เป็นการจุดประกายให้โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่เห็นลู่ทางที่จะพัฒนาการกีฬาคนพิการให้ก้าวไกลขึ้น จะทำให้คนในสังคมได้ตระหนักและยอมรับในการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ
     โรงเรียนได้ดิ้นรนส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันภายใต้สภาวะความกดดันจากสังคมที่ไม่ให้การยอมรับ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและสิ่งที่หลายคนกล่าวว่า “มหัศจรรย์” คือนักกีฬาคนพิการเริ่มออกแข่งขัน (Start) หลังคนวิ่งแต่สามารถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ ๑ สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์เลยในมิติของคนพิการ แต่ความมหัศจรรย์นี้ทำให้นักกีฬาของโรงเรียนได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการแข่งขันในรายการต่างๆทั่วประเทศ
  
ชัยชนะครั้งแรก
     โรงเรียนส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยส่งเข้าร่วมแข่งขันเพียงคนเดียว ทำหน้าที่ทั้งผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน และเป็นนักกีฬา เป็นการเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จในการคว้าชัยชนะมาได้ถึง ๔ เหรียญทอง จากการแข่งขันวีลแชร์ระยะทอง ๑๐๐ เมตร ๒๐๐ เมตร ๘๐๐ เมตร และ ๑,๐๐๐ เมตร
   
เดินทางสู่ต่างประเทศ
     การแข่งขันพาราลิมปิคครั้งที่ ๘ ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เป็นก้าวแรกของนักกีฬาของโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ที่ได้มีโอกาสเข้าไปรับใช้ประเทศชาติ โรงเรียนได้เปิดประตูสู่โลกกว้างให้กับคนพิการเป็นจำนวนมาก และเป็นที่ยอมรับกันได้ว่าหากไม่มีโรงเรียนแห่งนี้ คนพิการกี่คนจะมีโอกาสเช่นนี้
     ด้วยปรัชญาของโรงเรียนที่ว่า “ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ เพื่อพัฒนาชีวิตและสังคม” นักกีฬาของโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ทุกคนจะได้รับการอบรมให้เห็นถึงโอกาสที่พวกเขาได้รับ สิ่งที่พวกเขาควรจะทำเพื่อเปิดโอกาสให้กับคนพิการอื่นๆที่ยังขาดโอกาสอีกมาก เป็นการร้องขอการตอบแทนและเป็นการตอบแทนเพื่อสังคม มิใช่เพียงเพื่ออาชีวพระมหาไถ่เท่านั้น
    
ก่อตั้งชมรมวีลแชร์เทนนิสแห่งประเทศไทย
     เนื่องจากกลไกการส่งเสริมกีฬาคนพิการในประเทศไทยเป็นกลไกของระบบราชการและขาดความคล่องตัวตามพฤติกรรมการทำงานของระบบ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการส่งเสริมกีฬาคนพิการ โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ จึงได้ส่งเสริมกีฬาวีลแชร์เทนนิส และก่อตั้งเป็นชมรมฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยได้รับการสนับสนุนจาก พลเอกเทียนชัย สิริสัมพันธ์ เป็นประธานที่ปรึกษาและเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันระดับนานาชาติในเมืองพัทยาอย่างต่อเนื่อง
    
ริเริ่มชมรมวีลแชร์บาสเกตบอลแห่งประเทศไทย
     จากความสำเร็จในการส่งเสริมกีฬาวีลแชร์เทนนิส และเพื่อให้คนพิการได้เล่นกีฬาอย่างกว้างขวาง โรงเรียนจึงริเริ่มกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล โดยจัดตั้งเป็นชมรมวีลแชร์บาสเกตบอลแห่งประเทศไทย จดทะเบียนเป็นสมาชิกสหพันธ์วีลแชร์บาสเกตบอลนานาชาติ (International Wheelchair Basketball Federation) ในฐานะองค์กรสมาชิกผู้แทนประเทศไทย ดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องมาตลอดถึงปัจจุบัน
    
บทบาทต่อการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเฟสปิกเกมส์ ครั้งที่ ๗
     ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ โรงเรียนได้ข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเฟสปิกเกมส์ ครั้งที่ ๗ ต่อจากประเทศจีน ซึ่งข่าวนี้ได้สร้างความตื่นตัวให้กับคนพิการของโรงเรียนเป็นอันมาก ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ โรงเรียนได้ส่งผู้แทนไปสังเกตการณ์การจัดการแข่งขันเฟสปิกเกมส์ที่ประทศจีน และปรากฏแน่ชัดว่าประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันต่อจากประเทศจีน ในปีต่อๆมาโรงเรียนได้เริ่มดำเนินการประชาสัมพันธ์ในหมู่องค์กรคนพิการ เชิญชวนให้คนพิการหันมาเล่นกีฬาให้มากยิ่งขึ้น โรงเรียนได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมและเป็นคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ได้แสดงบทบาททั้งในแง่ของผู้เสนอแนะแนวนโยบายและในฐานะผู้ปฏิบัติการ โรงเรียนได้ประสานงานอย่างไม่เป็นทางการกับผู้แทนสหพันธ์เฟสปิกซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดทำโครงการขอรับการสนับสนุนด้านอุปกรณ์กีฬาจากประเทศญี่ปุ่น ในนามของสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ซึ่งในที่สุดได้รับการสนับสนุนรถวีลแชร์ถึง ๒๕๐ คัน
     นอกจากโรงเรียนจะผลักดันด้านนโยบาย ร่วมคิดและวางแผน ร่วมบริหาร ส่งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมในการแข่งขันครั้งนี้แล้ว โรงเรียนยังเป็นแกนนำร่วมกับองค์กรคนพิการอื่นดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยร่วมใจสู่เฟสปิกเกมส์” เดินรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ระยะทาง ๑๕๐ กิโลเมตร จากเมืองพัทยามุ่งตรงสู่ท้องสนามหลวงและทำเนียบรัฐบาลด้วยระยะเวลา ๓ วัน
     นักกีฬาและผู้ฝึกสอนของโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ ทำหน้าที่รับใช้ชาติร่วมการแข่งขันเฟสปิกเกมส์ ครั้งที่ ๗ นี้ มีจำนวนกว่า ๕๐ คน หากรวมทั้งศิษย์เก่าที่ผ่านการสร้างและฝึกฝนจากโรงเรียนแล้วจะมีจำนวนรวมทั้งสิ้นประมาณ ๘๐ คน ในจำนวน ๑๑ ชนิดกีฬา
     
     
ด้วยประสบการณ์ตรงในฐานะขององค์กรคนพิการที่บริหารและดำเนินงานโดยคนพิการเพื่อคนพิการ โรงเรียนจึงค่อนข้างจะมั่นใจในสิ่งที่นำเสนอ เช่น ความพยายามในการนำกฎกติกาที่เป็นสากลจากการแข่งขันต่างประเทศมาปรับใช้ในประเทศไทย ได้ช่วยให้นักกีฬาไทยมีความคุ้นเคยและสามารถเทียบเคียงสถิติกับต่างประเทศ การแบ่งประเภทความพิการที่ถูกต้องตามหลักสากลและเป็นธรรมแก่คนพิการ
     สีสันที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียน เริ่มตั้งแต่การรักษาระเบียบวินัย การทำงานเป็นทีม ป้ายคำขวัญ และรูปแบบของขบวนพาเหรดที่สอดแทรกแง่คิดและประเด็นด้านการกีฬา การรักษามารยาทในการชมและเชียร์ การแข่งขันที่อาศัยกฎกติกาเป็นบรรทัดฐาน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่โรงเรียนได้ปลูกฝังผ่านปรัชญาของการจัดและร่วมการแข่งขันกีฬา
     
จากการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๑๓ในปี พ.ศ.๒๕๓๐ ซึ่งเป็นครั้งแรกของนักกีฬาโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ จนถึงปัจจุบัน นักกีฬาคนพิการได้เข้าร่วมการแข่งขันมาแล้วทั้งสิ้น ๑๗ ครั้ง และจากจำนวนครั้งที่เข้าร่วม นักกีฬาของโรงเรียนได้รับชัยชนะ สามารถเป็นแชมป์กีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ถึง ๙ ครั้ง
     โรงเรียนเป็นผู้สร้างและเป็นผู้ผลักดันให้นักกีฬาคนพิการหลายๆคนได้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ละคนได้ใช้กำลังกาย กำลังใจ ฝึกซ้อมและเอาชนะคู่ต่อสู้ จนทำชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและประเทศชาติอย่างมากมาย นักกีฬาหลายคนประสบความสำเร็จทั้งจากการเล่นกีฬา หน้าที่การงาน และชีวิตครอบครัว บางคนมีอนาคตที่รุ่งโรจน์เป็นเจ้าของกิจการต่างๆ บางคนไปใช้ชีวิตเป็นนักกีฬาอยู่ในต่างประเทศ มีงานทำ มีครอบครัว ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายจากเงินทอง และชื่อเสียงที่ได้รับจากการเล่นกีฬา แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่เคยลืมที่จะกลับมาโรงเรียน ที่ซึ่งเป็นเสมือนบ้านหลังที่สองของพวกเขา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่โรงเรียนภาคภูมิใจ และจะสนับสนุนนักกีฬาคนพิการของโรงเรียนให้ก้าวขึ้นไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
     
     
นักกีฬาของโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ พัทยา ชนะเลิศในการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาคนพิการต่างๆอย่างมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนได้รับการกล่าวขานว่า “เจ้าแห่งกีฬาคนพิการไทยต้องมหาไถ่”